ละหุ่ง
ละหุ่ง
ชื่อสมุนไพร ละหุ่ง
ชื่ออื่น ๆ / ชื่อท้องถิ่น
มะโห่ง , มะโห่งหิน ,มะหุ่ง
(ภาคเหนือ) , ละหุ่งขาว , ละหุ่งแดง
(ภาคกลาง,ทั่วไป, ,ปี่มั้ว(จีน) ,
Ricinus (สเปน,โปรตุเกส)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Ricinus communis Linn.
ชื่อสามัญ Castor, Castor bean, Castor oil plant
วงศ์ EUPHORBIACEAE
ลักษณะของละหุ่ง
ต้นละหุ่ง มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันออก
และในปัจจุบันประเทศบราซิล อินเดีย และประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก
จัดเป็นไม้พุ่มหรือยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงของต้นได้ถึง 6 เมตร
โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ละหุ่งขาวและละหุ่งแดง
โดยต้นละหุ่งขาวจะมีลำต้นและก้านใบเป็นสีเขียว
ส่วนละหุ่งแดงจะมีลำต้นและก้านใบเป็นสีแดง ส่วนยอดอ่อนและช่อดอกเป็นสีนวลขาว ใบละหุ่ง มีใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปฝ่ามือ มีแฉกประมาณ 6-11
แฉก ปลายแฉกแหลม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 15 เซนติเมตรและยาวประมาณ
60 เซนติเมตร ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย มีขนาดไม่เท่ากัน
ปลายจักเป็นต่อม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10-20 เซนติเมตร
โคนใบเป็นแบบก้นปิด มีเส้นแขนงของใบเรียงจรดปลายจักที่มีขนาดใหญ่
ส่วนก้านใบยาวประมาณ
10-30 เซนติเมตร มีต่อที่ปลายก้าน
หูใบเชื่อมติดกันลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม มีความยาวได้ประมาณ 1.5 เซนติเมตร ติดตรงข้ามกัน โอบรอบกิ่ง และร่วงได้ง่าย สายพันธุ์ละหุ่ง ที่ปลูกในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 พวก คือ
พวกที่มีอายุยาวหรือพันธุ์พื้นเมือง เช่น ลายขาวดำ ลายแดงเข้ม ลายหินอ่อน เป็นต้น
ละหุ่งจำพวกนี้เมื่อเพาะปลูกแล้วจะปล่อยทิ้งไว้ให้ติดผลจะใช้ระยะเวลานาน 5-6
ปี หรือนานกว่านั้น
แต่ในปัจจุบันได้มีการผลิตละหุ่งอายุสั้นอีกจำพวก ซึ่งเป็นพันธุ์ลูกผสม ชื่อว่า
อุบล90 ซึ่งสามารถให้ผลผลิตต่อไร่และเมล็ดมีน้ำมันสูง
มีอายุการปลูกสั้นเพียง 75-100 วัน
แต่ยังไม่ได้รับความนิยมนัก
เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ยังมีจำนวนจำกัดและมีราคาแพงกว่าพันธุ์พื้นเมือง
ดอกละหุ่ง ออกดอกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งหรือปลายยอด
ช่อดอกเป็นแบบช่อกระจะ บางครั้งแยกแขนง
ดอกมีทั้งตัวผู้และตัวเมียอยู่ในช่อเดียวกัน โดยดอกตัวผู้จะอยู่ช่วงบน
ส่วนดอกตัวเมียจะอยู่ช่วงล่าง ซึ่งก้านดอกตัวเมียจะยาวกว่าก้านดอกตัวผู้
ดอกมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ในดอกตัวเมียจะเรียวและแคบกว่า
เกสรตัวผู้มีจำนวนมาก เชื่อมติดกันอยู่เป็นกลุ่ม แตกแขนง มีรังไข่ 3 ช่อง ในแต่ละช่องมีออวุล 1 เม็ด
มีเกล็ดคล้ายหนามปกคลุมอยู่ ก้านเกสรมี 3 ก้าน มีความยาวเท่า
ๆ กัน กลีบเลี้ยงบางแยกเป็น 3-5 แฉก ติดทนและไม่มีกลีบดอก
ก้านดอกยาว ไม่มีจานฐานดอก กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ปลายเป็น 5 หยัก ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ยาวได้ประมาณ 1 เซนติเมตร
และร่วงได้ง่าย
โดยต้นละหุ่งจะเริ่มออกดอกเมื่อมีอายุประมาณ
40-60 วัน ผลละหุ่ง หรือ ลูกละหุ่ง ผลเป็นผลแห้งแบบแคปซูล
ลักษณะเป็นทรงรี ยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ผลมีพู 3 พู ลักษณะเป็นรูปไข่ มีสีเขียว ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร
ผิวของผลมีขนคล้ายหนามอ่อน ๆ ทั้งผลคล้ายผลเงาะ มีเมล็ดเป็นทรงรี
และจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ภายในประมาณ 140-160 วัน เมล็ดละหุ่ง ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปทรงรี
เปลือกเมล็ดมีสีน้ำตาลแดงประขาวหรือเป็นจุดสีน้ำตาลปนเทา เป็นลายคล้ายกับตัวเห็บ
สีจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เนื้อในเมล็ดมีสีขาว มีโปรตีนที่มีพิษ
ภายในเนื้อเมล็ดจะมีน้ำมันอยู่ภายใน โดยน้ำมันจากเมล็ดละหุ่งจะมีลักษณะเป็นของเหลว
ข้น เหนียว ใส ไม่มีสี หรือมีสีเหลืองอ่อน ๆ น้ำมันมีกลิ่นเล็กน้อย มีรสเฝื่อน
มันเอียน และเผ็ดเล็กน้อย
สรรพคุณของละหุ่ง
ใบสดช่วยแก้เลือดลมพิการ
(ใบสด) ใบสดนำมาเผาใช้พอกแก้อาการปวดศีรษะได้ (ใบสด) รากละหุ่งมีรสจืด
ใช้ตำเป็นยาพอกเหงือกแก้อาการปวดฟัน (ราก)
รากใช้สุมเป็นถ่านทำเป็นยากินแก้พิษไข้เซื่องซึมได้ (ราก) ช่วยแก้อาการปวดท้อง
(ใบสด) ใบสดช่วยขับลมในลำไส้ (ใบสด)
น้ำมันละหุ่งมีฤทธิ์เป็นยาระบายอุจจาระหรือยาถ่ายอย่างอ่อนสำหรับเด็กและผู้ใหญ่
มีฤทธิ์ไปกระตุ้นผนังลำไส้ให้เกิดการบีบตัว ช่วยขับกากอาหารออกมา
มักใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคท้องเดินเฉียบพลันที่เกิดจากอาหารเป็นพิษ
เพื่อช่วยในการขับถ่ายอาหารที่เป็นพิษออกมา
และยังนำมาใช้ในการทำความสะอาดลำไส้ก่อนการเอ็กซเรย์ลำไส้และกระเพาะอาหารอีกด้วย
แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดมวนท้องได้
โดยน้ำมันละหุ่งนี้ต้องสกัดเอาเฉพาะน้ำมันเท่านั้น และไม่ให้ติดส่วนที่เป็นพิษ
โดยใช้วิธีการบีบน้ำมันแบบไม่ผ่านความร้อน
เนื่องจากหากผ่านความร้อนจะมีโปรตีนที่มีพิษที่เรียกว่า Ricin ติดมาด้วย ส่วนนี้จะไม่นำมาใช้เป็นยา
(น้ำมันละหุ่ง) หรือจะใช้ใบสดหรือรากนำมาต้มกินก็มีฤทธิ์เป็นยาระบายเช่นกัน
(ใบสด, ราก)
ถิ่นกำเนิดละหุ่ง
ละหุ่งตะกลูเดียวกับถั่วดาวอินคามีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบ
แอฟริกาตะวันออก เช่น อิยิปต์ ,
ซูดาน , เอริเทรีย , เอธิโอเปีย
, ลิเบีย รวมถึงบริเวณรอบๆ ทะเลเมดินอร์เรเนียน ในปัจจุบันพบแพร่กระจายทั่วโลก
โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อน และเขตร้อนชื้น โดยพบมากในประเทศบราซิล จีน อินเดีย
รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ส่วนประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วไปในทุกภาค
โดยพบมากในพื้นที่ลุ่มหรือ ริมแม่น้ำ
เพราะการไหลของน้ำช่วยในการแพร่กระจายของเมล็ดได้ดี นอกจากนี้ละหุ่งยังเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยอีกด้วย
เพราะปัจจุบันการส่งออกละหุ่งในตลาดโลกมีประเทศส่งออกรายใหญ่คือ บราซิล อินเดีย
และไทย ซึ่งสามารถนำเงินเข้าประเทศได้ปีละหลายล้านบาท
การขยายพันธุ์ละหุ่ง
ละหุ่งสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด
โดยมีวิธีการปลูก ดังนี้ การเตรียมดิน การปลูกละหุ่งแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ แต่จำเป็นต้องไถพรวนแปลง
และกำจัดวัชพืช อย่างน้อย 1รอบ การปลูกละหุ่ง มักจะนิยมปลูกในต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม ด้วยการหยอดเมล็ด เพราะสะดวก
และรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายที่สุด โดยขุดหลุมด้วยเสียมให้เป็นแถวๆ ลึกประมาณ 5-8
เซนติเมตร หรือไถคราดเป็นร่องตื้นๆ โดยแบ่งการปลูกได้ตามสายพันธุ์
คือ สำหรับพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีลำต้น และทรงพุ่มใหญ่
ให้ปลูกแต่ละแถวห่างกัน ประมาณ 3 เมตร
แต่ละหลุมห่างกันประมาณ
2-3 เมตร ใช้เมล็ดประมาณ 0.5 กิโลกรัม/ไร่
และสำหรับพันธุ์ต่างประเทศ หรือพันธุ์อายุสั้น ให้ปลูกแต่ละหลุม และแถวห่างกัน
ประมาณ 1-2 เมตร ใน 1 ไร่
ใช้เมล็ดประมาณ 2-2.5 กิโลกรัม จากนั้น
หยอดเมล็ด หลุมละ 2-3 เมล็ด ก่อนเกลี่ยหน้าดินกลบ
และปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติ หลังหยอดปลูกเมล็ด ประมาณ 10-15วัน เมล็ดจะแทงต้นอ่อนให้เห็น จากนั้น ประมาณ 15-20วัน
ให้ถอนต้นกล้าที่มีขนาดเล็กหรือไม่สมบูรณ์ออก เหลือไว้ต้นที่สมบูรณ์ที่สุดเพียง 1ต้น/หลุม
สนับสนุนโดย เว็บFightbet98 เล่นได้ทันที ไม่ต้องโหลดแอพให้ยุ่งยาก มีเกมและกีฬาให้เลือกอย่างมากมาย เว็บตรงไม่ล็อกยูส ที่ดีที่สุดและทันสมัยที่สุดในไทย สมัครฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น